ข่าวประชาสัมพันธ์ <ดูทั้งหมด>

พัฒนาแก้มลิงบึงเสือดำกักเก็บน้ำฝนแก้น้ำท่วมขังย่านใจกลางเมือง



รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในขณะนี้กรุงเทพมหานครมีแก้มลิงทั้งหมด 27 แห่ง สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ 13 ล้านลบ.ม. เป็นแก้มลิงของกรุงเทพมหานคร 11 แห่ง เป็นแก้มลิงของหน่วยงานราชการ 8 แห่ง และเป็นแก้มลิงของเอกชน 8 แห่ง ซึ่งในปีนี้กรุงเทพมหานครมีโครงการเพิ่มแก้มลิงอีก 6 แห่ง ได้แก่ บึงประชานิเวศน์ บึงรางเข้ บึงลาดพร้าว 71 บึงหมู่บ้านเฟรนด์ชิพ บึงเบญจกิติ และบึงเสือดำ สำหรับโครงการพัฒนาบึงเสือดำ สำนักการระบายน้ำได้ประสานความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อเข้าดำเนินการพัฒนาขุดลอกบึงเสือดำ ซึ่งบึงดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นบึงร้างมีสภาพตื้นเขินไม่ได้ใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน ที่ผ่านมาสำนักการระบายน้ำได้ดำเนินการขุดลอกบึงเสือดำทั้ง 2 แห่ง เพื่อพัฒนาเป็นแก้มลิงเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำ คือ บึงเหนือและบึงใต้ โดยดำเนินการขุดลอกในระดับความลึกประมาณ 2.50 ม. ซึ่งจะสามารถรองรับปริมาณน้ำได้ 17,250 ลบ.ม. หลังจากพัฒนาขุดลอกบึงเสือดำแล้วเสร็จ กรุงเทพมหานครจะดำเนินการล้างทำความสะอาดท่อระบายน้ำ พร้อมทั้งเชื่อมท่อระบายน้ำ 3 แห่ง ได้แก่ บริเวณถนนอโศกดินแดงลงบึงเสือดำ บริเวณถนนกำแพงเพชร 7 เข้าสู่สถานีสูบน้ำข้างวัดมักกะสัน และบริเวณถนนเพชรบุรีลงคลองแสนแสบ สร้างฝายชะลอน้ำในบึงเสือดำ รวมทั้งปรับปรุงประตูระบายน้ำบึงมักกะสันซึ่งเป็นประตูเหล็กได้ชำรุดเสียหาย โดยดำเนินการปรับปรุงใหม่เป็นสถานีสูบน้ำ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำพร้อมมิเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูบ 4 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันการขุดลอกบึงเสือดำเสร็จเรียบร้อยแล้วทั้ง 2 บึง การเชื่อมท่อระบายน้ำเสร็จแล้ว 2 แห่ง ส่วนการปรับปรุงประตูระบายน้ำเป็นสถานีสูบน้ำ คาดจะแล้วเสร็จประมาณเดือนส.ค.61 เมื่อโครงการพัฒนาบึงเสือดำแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำสามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากขึ้น รวมทั้งเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณถนนกำแพงเพชร 7 ถนนอโศกดินแดง และถนนเพชรบุรี โดยจะดึงน้ำในบริเวณดังกล่าวมากักเก็บไว้ที่บึงเสือดำในช่วงที่ฝนตกก่อนระบายลงสู่คลองเสือดำและคลองแสนแสบ อีกส่วนหนึ่งจะระบายลงสู่บึงมักกะสันผ่านระบบอุโมงค์ระบายน้ำบึงมักกะสันออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ปรับปรุงสถานีสูบน้ำเพชรบุรีเพิ่มกำลังสูบจาก 6 เป็น 8 ลบ.ม./วินาที

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการปรับปรุงบ่อสูบน้ำถนนเพชรบุรี ตอนสถานทูตอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นบ่อสูบน้ำชั่วคราวได้ใช้งานมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ปัจจุบันมีสภาพชำรุดและช่องทางน้ำเข้าบ่อสูบมีขนาดเล็ก รวมทั้งมีบ่อน้ำเสียกีดขวางทางเข้าทำให้น้ำไม่สามารถระบายเข้าบ่อสูบได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ประกอบกับปัจจุบันกำลังสูบไม่เพียงพอ สำนักการระบายน้ำจึงดำเนินโครงปรับปรุงบ่อสูบน้ำถนนเพชรบุรี ตอนสถานทูตอินโดนีเซีย เพื่อให้มีสภาพถาวรแข็งแรงและเพิ่มกำลังสูบจาก 6 ลบ.ม./วินาที เป็นกำลังสูบ 8 ลบ.ม./วินาที พร้อมทั้งก่อสร้างบ่อสูบน้ำ จำนวน 1 บ่อ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฟฟ้า กำลังสูบ 1 ลบ.ม./วินาที จำนวน 2 เครื่อง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฟฟ้า กำลังสูบ 2 ลบ.ม./วินาที จำนวน 3 เครื่อง อย่างไรก็ตามเมื่อโครงการปรับปรุงบ่อสูบน้ำถนนเพชรบุรี ตอนสถานทูตอินโดนีเซียแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำบริเวณที่มีปัญหาน้ำท่วมขัง เนื่องจากข้างสถานทูตอินโดนีเซียมีคลองเชื่อมต่อกับคลองแสนแสบ สามารถดึงน้ำที่ท่วมขังบริเวณถนนเพชรบุรีแยกมิตรสัมพันธ์ และถนนพญาไทบริเวณหน้ากรมปศุสัตว์ ออกจากพื้นที่เร่งระบายลงสู่คลองแสนแสบได้เร็วขึ้น
 
“อย่างไรก็ตามการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในแต่ละพื้นที่ กรุงเทพมหานครจะดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่เหมือนกัน ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่นั้นๆเป็นหลัก บางพื้นที่จะดำเนินการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพสถานีสูบน้ำ บางพื้นที่จะติดตั้งเครื่องสูบน้ำหรือก่อสร้างบ่อสูบน้ำเพิ่มเติม บางพื้นที่จะก่อสร้างระบบระบายน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม (Pipe Jacking) บางพื้นที่จะก่อสร้างบ่อหน่วงน้ำใต้ดิน (Water Bank) เพื่อรับน้ำฝนในช่วงที่ฝนตกมากักเก็บไว้ เมื่อฝนหยุดตกจะระบายลงสู่คลองในพื้นที่ บางพื้นที่จะพัฒนาบึงน้ำเป็นแก้มลิงเพื่อกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝน รวมทั้งการขุดลอกคูคลองเปิดทางน้ำไหล ล้างทำความสะอาดท่อระบายน้ำ ตลอดจนการเสริมผิวจราจรในพื้นที่ลุ่มต่ำมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ และที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลรักษาความสะอาดแม่น้ำคูคลองและท่อระบายน้ำ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าวในตอนท้าย




ปรับปรุงวันที่ : 09 กรกฎาคม 2561



CommentShare